ผู้ถือหุ้นทุกรายถือเป็นเจ้าของกิจการ และได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ ตามสิทธิที่จะพึงได้อย่างเท่าเทียมกัน ประกอบด้วย สิทธิในการซื้อขายการโอนหุ้น สิทธิในส่วนแบ่งกำไร/เงินปันผลตามสัดส่วนการถือหุ้น สิทธิในการได้รับข้อมูลข่าวสารอย่าง เพียงพอและทันเวลาในรูปแบบที่เหมาะสมโดยผ่านช่องทางที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย เพื่อใช้ในการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อบริษัท และตนเอง สิทธิในการเลือกตั้งและถอดถอนกรรมการ และให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และสิทธิในการเข้าร่วม ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อใช้สิทธิลงคะแนนเสียง

บริษัทมีหน้าที่ต้องดูแลการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นทุกราย รวมทั้งผู้ถือหุ้นรายย่อย และผู้ถือหุ้นสถาบันอย่างเป็นธรรมและ เท่าเทียมกัน รวมตลอดจนถึงการคุ้มครองสิทธิของผู้ถือหุ้น ดังต่อไปนี้

  1. ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้สิทธิของผู้ถือหุ้น
  2. ระมัดระวังไม่ให้เกิดการกระทำใดๆ อันเป็นการละเมิดหรือลิดรอนสิทธิของผู้ถือหุ้น
  3. สนับสนุนและเปิดโอกาสให้แก่ผู้ถือหุ้นในการศึกษาสารสนเทศของบริษัทอย่างเท่าเทียมกัน
  4. มีมาตรการป้องกันการใช้ข้อมูลภายในเพื่อหาผลประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่นในทางมิชอบ
  5. มีช่องทางที่ผู้ถือหุ้นทุกรายสามารถใช้สิทธิในการแจ้งปัญหาใดๆ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อผลประโยชน์ของตนใน ฐานะผู้ถือหุ้น ต่อคณะกรรมการบริษัท
  6. สนับสนุนการใช้สิทธิเข้าร่วมประชุมของผู้ถือหุ้น โดยในการประชุมผู้ถือหุ้นทุกครั้ง บริษัทมีหน้าที่เพิ่มเติม ดังต่อไปนี้
    1. แจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบล่วงหน้าถึงกฎเกณฑ์และวิธีการในการเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น ขั้นตอนการออกเสียงลงมติ
    2. จัดให้มีข้อมูลในแต่ละวาระที่จำเป็นและเพียงพอต่อการตัดสินใจของผู้ถือหุ้นเป็นการล่วงหน้าและ ทันเวลา ตลอดจนเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวในเว็บไซต์ของบริษัทเป็นการล่วงหน้าก่อนที่จะจัดส่งเอกสาร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้มีเวลาศึกษาข้อมูลประกอบการประชุมล่วงหน้าก่อนได้รับเอกสารจากบริษัท
    3. จัดให้มีระบบการลงทะเบียนที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ถือหุ้น
    4. ส่งเสริมและอำนวยความสะดวกตามสมควรให้แก่ผู้ถือหุ้นทุกราย
    5. จัดให้มีหนังสือมอบฉันทะในรูปแบบที่ผู้ถือหุ้นสามารถกำหนดทิศทางการลงคะแนนเสียง
    6. เสนอชื่อกรรมการอิสระอย่างน้อย 2 คน เพื่อเป็นทางเลือกของผู้ถือหุ้นในการมอบฉันทะ
    7. กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนให้ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยสามารถเสนอวาระ เสนอชื่อบุคคลเพื่อพิจารณาเข้ารับ เลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท รวมทั้งส่งคำถามเกี่ยวกับบริษัทที่ต้องการให้ตอบในที่ประชุมล่วงหน้า
    8. ส่งเสริมให้ผู้ถือหุ้นมีโอกาสได้แสดงความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะ และซักถามในที่ประชุม
    9. สนับสนุนให้มีการใช้บัตรลงคะแนนเสียงในวาระที่สำคัญ
    10. สนับสนุนให้กรรมการบริษัทและประธานกรรมการชุดย่อยทุกคนจัดสรรเวลาเพื่อเข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น ทุกครั้ง

บริษัทได้ให้ความสำคัญต่อสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นผู้มีส่วนได้เสียภายใน ได้แก่ ผู้ถือหุ้น ผู้บริหารและ พนักงานของบริษัท หรือผู้มีส่วนได้เสียภายนอก เช่น เจ้าหนี้ ลูกค้า คู่ค้า คู่แข่ง ภาครัฐ สังคม และ ชุมชน เป็นต้น โดยบริษัท ตระหนักดีว่าการสนับสนุนและข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินงานและการพัฒนาธุรกิจของ บริษัท ดังนั้น บริษัทจะปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สิทธิของผู้มีส่วนได้เสียดังกล่าวได้รับการดูแลเป็น อย่างดี นอกจากนี้ ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทได้คำนึงถึงสิทธิ ของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ตามแนวทางดังต่อไปนี

  1. ผู้ถือหุ้น

    บริษัทมีนโยบายในการดำเนินธุรกิจอย่างซื่อสัตย์สุจริต มีคุณธรรม และจริยธรรม และพยายามที่จะพัฒนากิจการ ให้เจริญเติบโตก้าวหน้า มีผลประกอบการที่ดี เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับการลงทุนของผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนอย่าง ต่อเนื่องและยั่งยืน บริษัทยึดหลักการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน โดยกำหนดให้ กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตลอดจนตัดสินใจดำเนินการใดๆ ด้วยความโปร่งใส ระมัดระวัง รอบคอบ และเป็นธรรม ต่อผู้ถือหุ้นทุกรายอย่างเท่าเทียม เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นโดยรวม รวมทั้งบริษัทจะนำเสนอรายงานสถานภาพของ บริษัท ผลประกอบการ ฐานะข้อมูลทางการเงิน การบัญชี และรายงานอื่นๆ โดยสม่ำเสมอ และครบถ้วนตามความจริง โดย จะแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทุกรายทราบถึงแนวโน้มในอนาคตของบริษัททั้งด้านบวกและด้านลบ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็น ไปได้ มีข้อมูลสนับสนุน และมีเหตุผลอย่างเพียงพอ และไม่แสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองและผู้อื่นโดยใช้ข้อมูลของบริษัท ซึ่งยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชน หรือดำเนินการใดๆ ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับองค์กร

  2. ลูกค้า

    บริษัทตระหนักถึงความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ จึงได้กำหนดนโยบายคุณภาพไว้ว่า เราจะสร้างความประทับใจให้ ลูกค้า ด้วยบริการที่รวดเร็ว เน้นสินค้าและบริการที่คุณภาพ พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรด้วยการปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่าง ต่อเนื่อง

  3. คู่ค้าและ/หรือ เจ้าหนี้

    บริษัทมีนโยบายที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีทางธุรกิจกับคู่ค้าและ/หรือเจ้าหนี้ ด้วยการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของ ความเกื้อหนุนที่เป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย การปฏิบัติต่อคู่ค้าและ/หรือเจ้าหนี้อย่างเสมอภาค โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของ บริษัท หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ รวมถึงปฏิบัติตามพันธสัญญาอย่างเคร่งครัด เพื่อบรรลุ ผลประโยชน์ร่วมกัน โดยจะไม่ดำเนินการที่เป็นการทุจริตในการค้ากับคู่ค้าและ/หรือเจ้าหนี้ กรณีที่มีข้อมูลว่ามีการดำเนินการ ที่ไม่สุจริตเกิดขึ้น ต้องเปิดเผยรายละเอียดต่อคู่ค้าและ/หรือเจ้าหนี้ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วและยุติธรรม และปฏิบัติ ตามเงื่อนไขต่างๆ ที่มีต่อคู่ค้าและ/หรือเจ้าหนี้อย่างเคร่งครัด กรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ต้องรีบแจ้งให้คู่ค้าและ/หรือเจ้าหนี้ ทราบเพื่อหาแนวทางแก้ไข

  4. คู่แข่ง

    บริษัทมีนโยบายที่จะปฏิบัติต่อคู่แข่งทางการค้า โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของกติกาการแข่งขันที่ยุติธรรม ไม่แสวงหาข้อมูล ที่เป็นความลับของคู่แข่งทางการค้าด้วยวิธีการที่ไม่สุจริต หรือไม่เหมาะสม โดยจะปฏิบัติภายใต้กรอบกติกาของการแข่งขันที่ดี ไม่พยายามทำลายชื่อเสียงของคู่แข่งทางการค้าด้วยการกล่าวหาในทางร้ายโดยปราศจากความจริง ไม่ละเมิดความลับ หรือล่วงรู้ ความลับทางการค้าของคู่แข่งทางการค้าด้วยวิธีฉ้อฉล

  5. พนักงาน

    บริษัทให้ความสำคัญกับพนักงานซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญของบริษัท ซึ่งจะมีส่วนช่วยส่งเสริมและผลักดันให้องค์กร บรรลุถึงเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้น บริษัทจึงมีนโยบายที่จะดูแลพนักงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีสภาพการจ้างงาน ที่ยุติธรรม มีสวัสดิการที่เหมาะสม มีโอกาสที่จะพัฒนาความก้าวหน้า รวมทั้งมีสภาพการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขอนามัย โดย จะให้มีการปฏิบัติตามกฎหมาย และข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานอย่างเคร่งครัด จัดให้มีสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่ดี และปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของพนักงาน ปฏิบัติต่อพนักงานด้วยความสุภาพ และให้ความเคารพต่อความเป็นปัจเจกชน และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ให้ผลตอบแทนที่เป็นธรรมต่อพนักงาน การพิจารณาการแต่งตั้งและการโยกย้าย รวมทั้งการ ให้รางวัลและการลงโทษ กระทำด้วยความเป็นธรรม โดยคำนึงถึงความรู้ ความสามารถและความเหมาะสมของพนักงานนั้น เป็นเกณฑ์ ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน โดยให้โอกาสอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในหน้าที่การงานของพนักงานหรือคุกคาม และสร้างความกดดันต่อสภาพจิตใจ ของพนักงาน พนักงานมีสิทธิในการร้องเรียนกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมตามระบบและกระบวนการที่กำหนด บริษัทต้อง รับฟ้องข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะจาก พนักงานทุกระดับอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค

  6. ภาครัฐ

    บริษัทดำเนินธุรกิจเพื่อการเสริมสร้างและพัฒนาความเจริญก้าวหน้าของประเทศ โดยยึดถือปฏิบัติตามกฎหมาย กฎเกณฑ์ ข้อบังคับและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องและเป็นไปตามครรลองประเพณีธุรกิจทั่วไป

  7. ชุมชน สังคม และ สิ่งแวดล้อม

    บริษัทดำเนินธุรกิจโดยมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อชุมชน สังคม โดยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัย ความมั่นคง สุขอนามัย และสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องเหมาะสม และคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการสร้างจิตสำนึกในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นในหมู่ พนักงานทุกระดับอย่างต่อเนื่อง คืนกำไรส่วนหนึ่งเพื่อกิจกรรมที่จะมีส่วนสร้างสรรค์สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของ ประชาชน ปฏิบัติและให้ความร่วมมือหรือควบคุมให้มีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและกฎระเบียบ ที่ออกโดยหน่วยงานกำกับดูแล ให้ความสำคัญกับกิจกรรมของชุมชนและสังคม โดยมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาสังคม ชุมชน และ สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงมุ่งสร้างสรรค์และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

บริษัทให้ความสำคัญในการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ทั้งข้อมูลในด้านการเงินและข้อมูลที่ไม่ใช่ ทางการเงิน และมีหลักสำคัญในการเปิดเผยข้อมูลดังต่อไปนี้

  1. ข้อมูลต่างๆ ที่เปิดเผยต่อผู้ถือหุ้น นักลงทุน และสาธารณชนทั่วไป ต้องมีความถูกต้อง ครบถ้วน โปร่งใส ทันเวลา และสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของราชการ ทั้งข้อมูลทางการเงิน รายงานประจำปี งบการเงินประจำปี / รายไตรมาส และข้อมูลอื่นๆ
  2. ช่องทางการเปิดเผยข้อมูลต้องเป็นช่องทางที่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และสาธารณชนทั่วไป สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ และมีความเท่าเทียมกันในการรับทราบข้อมูลของบริษัท
  3. ต้องดำเนินการปรับปรุงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับบริษัทให้เป็นปัจจุบัน และทำการประเมินประสิทธิภาพของ กระบวนการเปิดเผยข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
  4. ต้องมีหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส รวมถึงกำหนดหน่วยงานในการรับคำขอ และประสานงานการให้ข้อมูล และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบริษัทกับผู้ถือหุ้น นักลงทุน นักวิเคราะห์ รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยจัดให้มีหน่วยงานรายงานสารสนเทศภายในองค์กรมีหน้าที่แจ้งข่าวสาร ของบริษัท
5.1 คณะกรรมการ

คณะกรรมการบริษัทประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์หลากหลายในสาขาต่างๆ และมีจำนวนกรรมการ อย่างเพียงพอที่จะกำกับดูแลธุรกิจของบริษัทรวมกันไม่น้อยกว่า 5 คนตามกฎหมายและไม่เกิน 12 คน และอย่างน้อยหนึ่งคนมี ประสบการณ์ด้านบัญชีและการเงิน โดยมีองค์ประกอบและคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

  1. คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการที่เป็นอิสระอย่างน้อยหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งคณะ และมี จำนวนอย่างน้อย 3 คน
  2. กรรมการบริษัททุกคนรวมถึงกรรมการอิสระต้องมีคุณสมบัติเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กฎระเบียบของหน่วยงานที่กำกับดูแลบริษัท ข้อบังคับของบริษัทว่าด้วยกรรมการและหลักการกำกับดูแลกิจการ ที่ดี รวมทั้งมีทักษะ ประสบการณ์ และความสามารถเฉพาะด้านที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัท และต้องผ่านกระบวนการ สรรหาของคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งกรรมการให้เป็นไปตามข้อบังคับบริษัทและข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีความ โปร่งใสและชัดเจน ส่วนการสรรหากรรมการให้ดำเนินการผ่านกระบวนการของคณะกรรมการสรรหาและการพิจารณาจะต้องมี ประวัติการศึกษาและประสบการณ์การประกอบวิชาชีพของบุคคลนั้นๆ โดยมีรายละเอียดที่เพียงพอ เพื่อประโยชน์ในการตัดสิน ใจของคณะกรรมการและผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับบริษัท และกรรมการที่พ้น จากตำแหน่งตามวาระอาจถูกเลือกเข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่อีกได้

ทั้งนี้ เพื่อให้กรรมการสามารถอุทิศเวลาในการกำกับดูแลกิจการของบริษัทฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อ ให้มั่นใจว่ากรรมการสามารถทุ่มเทเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเพียงพอ บริษัทกำหนดให้กรรมการแต่ละท่านไม่ควรดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทจดทะเบียนเกิน 5 แห่ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารจะดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัท จดทะเบียนอื่นได้ไม่เกิน 2 แห่ง โดยไม่มีข้อยกเว้น เว้นแต่มีเหตุอันสมควรได้รับการพิจารณายกเว้น โดยเสนอต่อคณะกรรมการ บริษัทเป็นผู้พิจารณาอนุมัติภายใต้นโยบายการกำกับดูแลกิจการ

รวมทั้ง บริษัทฯ มีนโยบายให้มีการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการอิสระไม่เกิน 9 ปี นับจากวันที่ได้รับ การแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระครั้งแรก ในกรณีจำเป็นที่จะแต่งตั้งกรรมการอิสระนั้นให้ดำรงตำแหน่งต่อไป คณะ กรรมการต้องพิจารณาอย่างสมเหตุสมผลถึงความจำเป็นดังกล่าว

  1. กฎบัตร หรือหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัท
    1. บริหารจัดการและดำเนินกิจการของบริษัท ให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ข้อบังคับของบริษัท ตลอดจนมติ ของที่ประชุมคณะกรรมการและที่ประชุมผู้ถือหุ้น ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัท มีความรับผิดชอบ และมีจริยธรรม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน
    2. มีอำนาจแต่งตั้งกรรมการ และ/หรือ ผู้บริหารของบริษัท จำนวนหนึ่งให้เป็นฝ่ายบริหารเพื่อดำเนินการอย่างใด อย่างหนึ่งหรือหลายอย่างได้เพื่อปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการ รวมทั้งมีอำนาจแต่งตั้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รวมทั้งมีอำนาจแต่งตั้งและมอบอำนาจให้บุคคลอื่นใดดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งแทน คณะกรรมการได้ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการและมีอำนาจยกเลิก เพิกถอน แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลง อำนาจดังกล่าวได้ตามที่เห็นสมควร
    3. พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อยอื่นๆ เช่น คณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน คณะกรรมการ บริหารความเสี่ยง คณะกรรมการบริหาร เป็นต้น รวมทั้งมีอำนาจในการแต่งตั้งประธานคณะกรรมการชุดย่อย เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานตามความรับผิดชอบของคณะกรรมการตามความเหมาะสมและความจำเป็น โดยมี การติดตามผลการดำเนินงานของคณะกรรมการชุดย่อยอย่างสม่ำเสมอ
    4. กำหนดเป้าหมาย แนวทาง นโยบาย แผนการดำเนินงาน และงบประมาณของบริษัท รวมถึงควบคุมดูแลการบริหาร และการจัดการของฝ่ายบริหาร คณะกรรมการชุดย่อย หรือของบุคคลใดๆ ที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินงานดังกล่าว ให้เป็นไปตามนโยบายที่คณะกรรมการได้ให้ไว้
    5. พิจารณาทบทวน ตรวจสอบ และอนุมัตินโยบาย ทิศทาง กลยุทธ์ แผนงานการดำเนินธุรกิจ โครงการลงทุน ขนาดใหญ่ ของบริษัท ที่เสนอโดยฝ่ายบริหาร และจัดให้มีการทบทวนและปรับปรุงนโยบายและแผนงานที่สำคัญ ต่างๆ ให้เป็นปัจจุบัน และเหมาะสมกับสภาพธุรกิจของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ
    6. ติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานและงบประมาณอย่างต่อเนื่อง
    7. พิจารณาอนุมัติการลงทุนในการขยายธุรกิจ ตลอดจนเข้าร่วมลงทุนกับผู้ประกอบกิจการอื่นๆ หรือลงทุนในบริษัท หรือกิจการต่างๆ
    8. กำหนดนโยบายทิศทางกลยุทธ์ควบคุมดูแลบริหารงานของบริษัทย่อย และ/หรือ บริษัทในเครือ
    9. กำหนดระเบียบต่างๆ ของบริษัท
    10. พิจารณาและอนุมัติกิจการอื่นๆ ที่สำคัญอันเกี่ยวกับบริษัทหรือที่เห็นสมควรจะดำเนินการนั้นๆ เพื่อให้ เกิดประโยชน์แก่บริษัท เว้นแต่อำนาจในการดำเนินการดังต่อไปนี้ จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากที่ประชุม ผู้ถือหุ้นก่อน ทั้งนี้ ในกรณีที่การดำเนินการเรื่องใดที่กรรมการท่านใด หรือผู้รับมอบอำนาจจากกรรมการ หรือบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง (ตามประกาศ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ/หรือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) มีส่วนได้เสีย หรือมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์อื่นใดกับบริษัท และ/หรือ บริษัทย่อย และ/หรือ บริษัทที่เกี่ยวข้องกรรมการท่านนั้นหรือผู้รับมอบอำนาจจากกรรมการ ไม่มีอำนาจในการอนุมัติการดำเนินการในรายการดังกล่าว
      • เรื่องใดๆ ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเป็นมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น
      • เรื่องใดๆ ที่กรรมการมีส่วนได้เสียและอยู่ในข่ายที่กฎหมาย หรือข้อกำหนดของตลาดหลักทรัพย์ ระบุให้ ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น อาทิเช่น การดำเนินการเกี่ยวกับรายการที่เกี่ยวโยงกัน การได้มาหรือ จำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ที่สำคัญของบริษัทตามกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือคณะ กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

      เรื่องต่อไปนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการด้วยคะแนนเสียงข้างมากของกรรมการ ที่เข้าร่วมประชุม และจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของ ผู้ถือหุ้นที่เข้าประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

      • การขายหรือโอนกิจการของบริษัททั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญ
      • การซื้อหรือรับโอนกิจการของบริษัทอื่นหรือบริษัทเอกชนมาเป็นของบริษัท
      • การทำ แก้ไข หรือเลิกสัญญาเกี่ยวกับการให้เช่ากิจการของบริษัททั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญ การมอบหมายให้ บุคคลอื่นเข้าจัดการธุรกิจของบริษัทหรือการรวมกิจการของบุคคลอื่นโดยมีวัตถุประสงค์จะแบ่งกำไรขาดทุนกัน
      • การแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิหรือข้อบังคับ
      • การเพิ่มทุน ลดทุน การออกหุ้นกู้
      • การควบกิจการ หรือเลิกบริษัท
      • การอื่นใดที่กำหนดไว้ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ และ/หรือ กำหนดของตลาดหลักทรัพย์ ให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการและที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงดังกล่าวข้างต้น

      ทั้งนี้ เรื่องใดที่กรรมการมีส่วนได้เสียหรือมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัท หรือบริษัทย่อย กรรมการซึ่งมี ส่วนได้เสียหรือมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ดังกล่าวไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น

    11. มีอำนาจหน้าที่จัดให้มีรายงานข้อมูลทั่วไปและข้อมูลทางการเงินของบริษัท เพื่อรายงานต่อผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วน ได้เสียหรือผู้ลงทุนทั่วไปอย่างถูกต้องทันกาลและเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด คณะกรรมการบริษัทมีอำนาจหน้าที่ รับทราบรายงานการตรวจสอบที่สำคัญของคณะกรรมการตรวจสอบ หรือฝ่ายตรวจสอบภายใน รวมทั้ง ผู้ตรวจสอบ บัญชี และที่ปรึกษาฝ่ายต่างๆ ของบริษัท และมีหน้าที่กำหนดแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขกรณีที่พบข้อบกพร่อง ที่เป็นสาระสำคัญ
    12. กรรมการอิสระและกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหารมีความพร้อมที่จะใช้ดุลยพินิจของตนอย่างเป็นอิสระในการพิจารณา กำหนดกลยุทธ์ การบริหารงาน การใช้ทรัพยากร การแต่งตั้งกรรมการ และการกำหนดมาตรฐานการดำเนินกิจการ ตลอดจนพร้อมที่จะคัดค้านการกระทำของกรรมการอื่นๆ หรือฝ่ายจัดการในกรณีที่มีความเห็นขัดแย้งในเรือง ที่มีผลกระทบต่อความเท่าเทียมกันของผู้ถือหุ้นทุกราย
    13. แต่งตั้งเลขานุการบริษัท (Company Secretary) ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้ คำแนะนำเกี่ยวกับกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่คณะกรรมการบริษัทจะต้องทราบ ดูแลการจัดการเอกสารการ ประชุมคณะกรรมการบริษัท เอกสารสำคัญและกิจกรรมของคณะกรรมการบริษัท รวมถึงประสานงานให้มีการ ปฏิบัติตามมติคณะกรรมการบริษัท
    14. จัดให้มีการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างถูกต้อง ครบถ้วน โปร่งใส เชื่อถือได้ ทันเวลา และเท่าเทียมกัน
    15. จัดให้มีระบบบัญชี การรายงานทางการเงินและการสอบบัญชีที่เชื่อถือได้ รวมทั้งมีการดูแลให้มีกระบวนการในการ ประเมินความเหมาะสมของการควบคุมภายในและการตรวจสอบภายในให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
    16. จัดให้มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถประเมินติดตาม และบริหาร ความเสี่ยงที่สำคัญได้
    17. จัดให้มีการดำเนินงานตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และจรรยาบรรณทางธุรกิจ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ ของกรรมการและพนักงาน และสนับสนุนให้มีการสื่อสารไปสู่บุคลากรในบริษัทให้ได้รับทราบยึดถือปฏิบัติอย่าง จริงจัง
    18. จัดให้มีกระบวนการที่ชัดเจนและโปร่งใสเกี่ยวกับการทำรายการระหว่างกัน
    19. จัดให้มีกระบวนการที่ชัดเจนในการรายงานของคณะกรรมการตรวจสอบต่อคณะกรรมการเมื่อพบหรือมี ข้อสงสัยเกี่ยวกับรายการหรือการกระทำ ซึ่งอาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะการเงินและผลการดำเนิน งานของบริษัท คณะกรรมการต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขภายในเวลาที่คณะกรรมการตรวจสอบเห็นสมควร
    20. จัดให้มีการทบทวนและแก้ไขกฎบัตรคณะกรรมการบริษัท ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์
    21. รายงานการถือหลักทรัพย์บริษัท ของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะในการประชุมคณะกรรมการบริษัท เป็นประจำทุกเดือน และต้องแจ้งให้บริษัท ทราบโดยมิชักช้า เมื่อมีกรณีดังต่อไปนี้
      • ก. ตนหรือบุคคลทีมีความเกี่ยวข้อง มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการกิจการของบริษัทหรือบริษัทย่อย
      • ข. ตนหรือบุคคลทีมีความเกี่ยวข้องถือหุ้นในบริษัทหรือบริษัทย่อย
    22. เก็บรักษาข้อมูลภายในของบริษัท ที่ล่วงรู้จากการปฏิบัติหน้าที่ และไม่นำไปใช้เพื่อประโยชน์ของตนหรือผู้อื่น รวมถึงงดซื้อขายหลักทรัพย์ภายในระยะเวลา 1 เดือน ก่อนการประกาศแจ้งข่าวและเปิดเผยงบการเงินรายไตรมาส และงบการเงินประจำปี และภายใน 24 ชั่วโมง หลังการเปิดเผยงบการเงินดังกล่าว
    23. คณะกรรมการสามารถแสวงหาความเห็นทางวิชาชีพเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจด้วยการว่าจ้างที่ปรึกษาภายนอก ด้วยค่าใช้จ่ายของบริษัท
    24. ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดเกี่ยวกับกิจการของบริษัทตามที่ผู้ถือหุ้นมอบหมาย

    ซึ่งในปี 2562 คณะกรรมการได้พิจารณาทบทวนและอนุมัติวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมาย โครงสร้างองค์กร และทิศทาง การดำเนินธุรกิจของบริษัท รวมถึงทบทวนนโยบายที่สำคัญให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องต่อการดำเนินธุรกิจตามหลักการ กำกับดูแลกิจการที่ดี รวมทั้งได้ติดตามดูแลให้นำกลยุทธ์ของบริษัทไปปฏิบัติ โดยในการประชุมคณะกรรมการบริษัททุกไตรมาส คณะกรรมการได้ติดตามผลการดำเนินงานของฝ่ายบริหาร โดยมีการายงานผลการดำเนินงานและผลประกอบการของบริษัท โดย เฉพาะในส่วนของเป้าหมายทางการเงินและแผนงานต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามกลยุทธ์ของบริษัทที่วางไว้

  2. คุณสมบัติของกรรมการอิสระ
    1. ถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 1.00 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทฯ
    2. มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงจากฝ่ายบริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท
    3. ไม่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการที่มีส่วนร่วมในการบริหารงาน ลูกจ้าง พนักงาน หรือที่ปรึกษาที่ได้รับเงินเดือนประจำ ผู้มีอำนาจควบคุมของบริษัท เว้นแต่จะได้พ้นจากการที่มีลักษณะดังกล่าวรวมทั้งคู่สมรสของบุตรของผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และผู้มีอำนาจควบคุม
    4. ไม่มีหรือเคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัท รวมทั้งไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กรรมการซึ่งไม่ใช่ กรรมการอิสระหรือผู้บริหารของผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัท เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าว มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี
    5. ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้สอบบัญชีของบริษัท รวมทั้งไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ กรรมการซึ่งไม่ใช่กรรมการ อิสระ ผู้บริหาร หรือหุ้นส่วนผู้จัดการของสำนักงานสอบบัญชี ซึ่งมีผู้สอบบัญชีของบริษัท เว้นแต่จะได้พ้นจากการ มีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี
    6. ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ให้บริการทางวิชาชีพใดๆ ซึ่งได้รับค่าบริการเกินกว่า 2 ล้านบาทต่อปีจากบริษัท เว้นแต่จะได้ พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี
    7. ไม่เป็นกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นผู้ที่ เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท
    8. ไม่มีลักษณะอื่นใดที่ทำให้ไม่สามารถให้ความเห็นอย่างเป็นอิสระเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท
  3. การประชุมคณะกรรมการ
    1. คณะกรรมการกำหนดให้มีการประชุมอย่างน้อย 3 เดือนต่อครั้ง โดยกำหนดวันประชุมไว้ล่วงหน้าตลอดทั้งปี และอาจมีการประชุมวาระพิเศษเพิ่มตามความจำเป็น
    2. ในการจัดประชุมคณะกรรมการ ประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือกรรมการผู้จัดการ จะเป็นผู้ดูแล ให้ความเห็นชอบกำหนดเชิญประชุม รวมทั้งกำหนดวาระการประชุม เลขานุการคณะกรรมการบริษัททำหน้าที่ จัดส่งหนังสือเชิญประชุมพร้อมระเบียบวาระการประชุมและเอกสารประกอบการประชุมไปให้กรรมการล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 7 วัน เพื่อให้กรรมการได้มีเวลาศึกษามาก่อนล่วงหน้า
    3. ประธานกรรมการทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม ทำหน้าที่ดูแลและจัดสรรเวลาแต่ละวาระให้อย่างเพียงพอ และ ทำหน้าที่ดำเนินการประชุม สำหรับกรรมการที่จะอภิปราย แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระในประเด็นที่สำคัญ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเป็นธรรม รวมทั้งให้ฝ่ายบริหารที่เกี่ยวข้องนำเสนอ ข้อมูลประกอบการอภิปรายปัญหาสำคัญ
    4. เลขานุการคณะกรรมการทำหน้าที่ในการจดบันทึกและจัดทำรายงานการประชุมภายใน 14 วัน จัดเก็บรายงานการประชุม เอกสารประกอบการประชุม สนับสนุนติดตามให้คณะกรรมการสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับและมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น รวมทั้งประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
    5. เลขานุการคณะกรรมการทำหน้าที่ในการจดบันทึกและจัดทำรายงานการประชุมภายใน 14 วัน จัดเก็บรายงาน การประชุม เอกสารประกอบการประชุม สนับสนุนติดตามให้คณะกรรมการสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตาม กฎหมาย ข้อบังคับและมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น รวมทั้งประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
    6. บริษัท ได้กำหนดให้มีการประชุมระหว่างกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร โดยไม่มีฝ่ายจัดการเข้าร่วมประชุม
    7. ในการประชุมคณะกรรมการ ต้องมีองค์ประชุมขั้นต่ำ ณ ขณะที่คณะกรรมการจะลงมติในที่ประชุมคณะกรรมการ ว่าต้องมีกรรมการอยู่ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด
  4. การสรรหาคัดเลือกบุคคลที่จะแต่งตั้งเป็นกรรมการบริษัทและกรรมการอิสระ

    4.1 หลักเกณฑ์ในการคัดเลือกกรรมการ

    เพื่อให้การสรรหาและแต่งตั้งกรรมการบริษัทดำเนินไปตามหลักเกณฑ์ มีความโปร่งใส และเป็นไปตามหลักกำกับดูแล กิจการที่ดี คณะกรรมการบริษัทได้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน เพื่อพิจารณาสรรหากรรมการเมื่อ ตำแหน่งกรรมการของบริษัทว่างลง หรือกรรมการครบกำหนดวาระ เพื่อเสนอคณะกรรมการบริษัท และ/หรือที่ประชุมผู้ถือหุ้น พิจารณาอนุมัติ ซึ่งถือเป็นกระบวนการในการแต่งตั้งกรรมการของบริษัท โดยการพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่จะเสนอให้เข้าดำรง ตำแหน่งกรรมการบริษัท ได้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาดังนี้

    1. คุณสมบัติของกรรมการที่ต้องการสรรหาให้มีความหลากหลาย ทั้งทางด้าน คุณวุฒิทางการศึกษา ทักษะวิชาชีพ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของบริษัท และสอดคล้องกับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ ของบริษัท โดยไม่มีการกีดกันทางเพศ อายุ และเชื้อชาติ
    2. มีภาวะผู้นำ มีวิสัยทัศน์ มีคุณธรรมและจริยธรรม มีประวัติการทำงานที่โปร่งใส
    3. มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท
    4. กรณีเสนอชื่อกรรมการเดิมกลับเข้ามาดำรงตำแหน่ง จะพิจารณาเพิ่มเติมในเรื่องผลการปฏิบัติงานในฐานะ กรรมการบริษัทและกรรมการชุดย่อยในช่วงที่ผ่านมา
    5. กรณีสรรหากรรมการอิสระ ต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับตลาดทุน

    4.2 กระบวนการในการพิจารณาสรรหากรรมการ

    เพื่อให้การสรรหาและแต่งตั้งกรรมการบริษัทดำเนินไปตามหลักเกณฑ์ มีความโปร่งใส และเป็นไปตามหลักกำกับดูแล กิจการที่ดี คณะกรรมการบริษัทได้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน เพื่อพิจารณาสรรหากรรมการเมื่อ ตำแหน่งกรรมการของบริษัทว่างลง หรือกรรมการครบกำหนดวาระ เพื่อเสนอคณะกรรมการบริษัท และ/หรือที่ประชุมผู้ถือหุ้น พิจารณาอนุมัติ ซึ่งถือเป็นกระบวนการในการแต่งตั้งกรรมการของบริษัท โดยการพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่จะเสนอให้เข้าดำรง ตำแหน่งกรรมการบริษัท ได้กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาดังนี้

    1. คณะกรรมการสรรหามีหน้าที่สรรหาบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการ บริษัท โดยนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาก่อนเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี เลือกตั้ง ด้วยคะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นที่มาประชุมและออกเสียงลงคะแนน
    2. คณะกรรมการสรรหาจะวิเคราะห์ทักษะ ประสบการณ์ ความรู้ และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของ คณะกรรมการ เพื่อเป็นข้อมูลใช้ประกอบการพิจารณาสรรหากรรมการให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ในการดำเนิน ธุรกิจของบริษัท
      นอกจากนี้ ในการสรรหาคัดเลือกกรรมการใหม่ คณะกรรมการสรรหาได้พิจารณาเพิ่มเติมในเรื่องของความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่กรรมการและมีความจำเป็นต่อองค์ประกอบ ของโครงสร้างคณะกรรมการที่ยังขาดอย
    3. ทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งกรรมการใหม่ เลขานุการบริษัทจะจัดให้มีการปฐมนิเทศกรรมการใหม่ โดยจัดเตรียม ข้อมูลและมีการแนะนำแนวทางในการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่เกี่ยวข้องต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการใหม
  5. ค่าตอบแทนของกรรมการ

    บริษัทมีนโยบายกำหนดค่าตอบแทนของกรรมการและผู้บริหาร ให้อยู่ในระดับที่สามารถจูงใจและรักษากรรมการที่มี คุณภาพได้ ซึ่งค่าตอบแทนจะอยู่ในระดับที่เปรียบเทียบได้กับกลุ่มธุรกิจเดียวกัน และเชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานของบริษัท โดยนำเสนอคณะกรรมการบริษัท และ/หรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท เพื่อพิจารณาอนุมัต

    ทั้งนี้ ค่าตอบแทนของผู้บริหารระดับสูง กำหนดให้มีความเหมาะสมกับอำนาจหน้าที่ตามหลักเกณฑ์และนโยบายที่คณะ กรรมการบริษัทกำหนด เพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัท โดยระดับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน การปรับขึ้นเงินเดือน เงินโบนัส และ เงินรางวัลต่างๆ ต้องสอดคล้องกับผลงานของบริษัทและการปฏิบัติงานของผู้บริหารแต่ละราย

  6. การพัฒนากรรมการและผู้บริหาร

    บริษัทมีนโยบายส่งเสริมให้กรรมการพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง และอำนวยความสะดวกให้มีการฝึกอบรมแก่ผู้ที่ เกี่ยวข้องในระบบกำกับดูแลกิจการของบริษัท ได้แก่ กรรมการบริษัท กรรมการตรวจสอบ กรรมการบริหาร ผู้บริหาร และ เลขานุการบริษัท เป็นต้น เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง โดยการฝึกอบรมอาจกระทำเป็นภายในบริษัทหรือ ใช้บริการของสถาบันภายนอกได้ อันจะทำให้ได้รับความรู้ในการทำหน้าที่กรรมการและการกำกับดูแลกิจการที่ดี และสร้างเครือ ข่ายของกรรมการเพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น

    ทั้งนี้ ทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งกรรมการใหม่ เลขานุการบริษัทจะจัดให้มีการปฐมนิเทศกรรมการใหม่ โดยจัดเตรียมข้อมูล และมีการแนะนำแนวทางในการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่เกี่ยวข้องต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการใหม่

    ในปี 2562 กรรมการและผู้บริหารระดับสูงเข้ารับการพัฒนาและฝึกอบรม ดังนี้

    รายชื่อกรรมการ หลักสูตรที่เข้าร่วมฝึกอบรม
    นายชานนท์ โชติวิจิตร หลักสูตรวิทยาการประกันภัยระดับสูง (วปส.รุ่นที่ 9) จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
    นายเสกสรรข์ รังสิยีรานนท์ หลักสูตรนักบริหารการงบประมาณระดับสูง (นงส.) รุ่นที่ 6 จัดโดยสำนักงบประมาณ
    นายสุขสันต์ ยศะสินธุ์
    • หลักสูตรการเมืองการปกครองในระบบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 23 จัดโดยสถาบันพระปกเกล้า
    • หลักสูตร Chier Transformation Office ( CTO) จัดโดยสมาคมบริษัทจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ
    • หลักสูตร Making the CEOs of Thailand จัดโดยบริษัท อสมท. จำกัด
    นายกิตติ ตั้งศรีวงศ หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง รุ่น 28 จัดโดยสถาบันวิทยาการตลาดทุน
  7. แผนการสืบทอดตำแหน่ง

    คณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทนเป็นผู้สรรหา กำหนดแผนการสรรหาบุคคลเพื่อสืบทอดตำแหน่งประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมทั้งเสนอรายชื่อผู้ที่เหมาะสมที่จะได้รับการพิจารณาสืบทอดตำแหน่งอย่างสม่ำเสมอต่อคณะกรรมการ บริษัท พิจารณาแต่งตั้งเมื่อมีตำแหน่งว่างลง ดังนี้

    1. ระดับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
      เมื่อตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารว่างลง หรือผู้อยู่ในตำแหน่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ บริษัทกำหนดให้ ผู้บริหารระดับใกล้เคียง หรือรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งจนกว่าจะมีการสรรหาและ คัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทพิจารณาอนุมัติแต่งตั้ง
    2. ระดับผู้บริหาร
      เมื่อตำแหน่งผู้บริหารตั้งแต่กรรมการผู้จัดการขึ้นไปว่างลง หรือผู้อยู่ในตำแหน่งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ บริษัท จะมีการนำเสนอผู้สืบทอดตำแหน่งที่คัดเลือกไว้ โดยพิจารณาจากการประเมินศักยภาพและผลงาน เพื่อเสนอต่อคณะ กรรมการบริหารเพื่อพิจารณาอนุมัติแต่งตั้ง
5.2 คณะกรรมการชุดย่อย

คณะกรรมการจัดให้มีคณะกรรมการชุดย่อยเพื่อทำหน้าที่ช่วยศึกษาและกลั่นกรองงานของคณะกรรมการดังต่อไปนี้

5.2.1 คณะกรรมการตรวจสอบ
  1. การสรรหาคณะกรรมการตรวจสอบ

    คณะกรรมการตรวจสอบเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการ โดยแต่งตั้งจากคณะกรรมการบริษัทอย่างน้อย 3 คน และ อย่างน้อย 1 คน ต้องมีความรู้ด้านบัญชี/การเงิน กรรมการตรวจสอบเป็นกรรมการอิสระ โดยมีคุณสมบัติเกี่ยวกับความเป็นอิสระ ตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ คณะกรรมการตรวจสอบมีอำนาจหน้าที่ที่ระบุไว้ใน กฎบัตรของคณะกรรมการตรวจสอบ

  2. กฎบัตร หรือหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการตรวจสอบ
    1. (1) สอบทานให้บริษัท มีการรายงานทางการเงินอย่างถูกต้องและเปิดเผยอย่างเพียงพอ โดยการประสานงานกับผู้สอบ บัญชีภายนอกและผู้บริหารที่รับผิดชอบจัดทำรายงานทางการเงินทั้งรายไตรมาสและประจำปี โดยพิจารณางบ การเงินและรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับหลักการบัญชีวิธีปฏิบัติทางบัญชีการปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี การดำรงอยู่ของกิจการ การเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชีที่สำคัญ รวมถึงเหตุผลของฝ่ายจัดการเกี่ยวกับการกำหนด นโยบายบัญชีก่อนนำเสนอคณะกรรมการบริษัท เพื่อเผยแพร่แก่ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนทั่วไป
    2. (2) วางแนวทางและสอบทานให้บริษัท มีระบบการควบคุมภายใน (Internal Control) และระบบการตรวจสอบภายใน (Internal Audit) ที่มีความเหมาะสมและมีประสิทธิผล โดยสอบทานร่วมกับผู้สอบบัญชีภายนอกและผู้ตรวจสอบ ภายใน ทบทวนแผนการตรวจสอบภายในประจำปี (Audit Plan) ของบริษัท และการประเมินผลการตรวจสอบ ร่วมกับผู้สอบบัญชีและผู้ตรวจสอบภายใน ถึงปัญหาหรือข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจากการตรวจสอบงบการเงิน วางแผน การควบคุมการประมวลข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ และการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเพื่อป้องกันการทุจริต หรือการใช้คอมพิวเตอร์ไปในทางที่ผิดโดยพนักงานบริษัท หรือบุคคลภายนอก และพิจารณาความเป็นอิสระของ หน่วยงานตรวจสอบภายใน ตลอดจนให้ความเห็นชอบในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย เลิกจ้างหัวหน้าหน่วยงาน ตรวจสอบภายใน หรือหน่วยงานอื่นใดที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจสอบภายใน
    3. (3) สอบทานการดำเนินการของบริษัท ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท รวมทั้งมีหน้าที่และความรับผิดชอบ ตามข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้ง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
    4. (4) พิจารณาคัดเลือกและเสนอแต่งตั้ง และเลิกจ้างบุคคลซึ่งมีความเป็นอิสระเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้สอบบัญชีของบริษัท รวมถึงพิจารณาเสนอค่าตอบแทนของผู้สอบบัญชี โดยคำนึงถึงความน่าเชื่อถือ ความเพียงพอของทรัพยากร และ ปริมาณงานตรวจสอบของสำนักงานตรวจสอบบัญชีนั้น รวมถึงประสบการณ์ของบุคลากรที่ได้รับมอบหมาย ให้ทำการตรวจสอบบัญชีของบริษัท รวมทั้งเข้าร่วมประชุมกับผู้สอบบัญชีโดยไม่มีฝ่ายจัดการเข้าร่วมประชุมด้วย อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
    5. พิจารณาให้ความเห็นชอบรายการที่เกี่ยวโยงกัน และ/หรือ การได้มาหรือจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัท หรือ บริษัทย่อย รวมทั้งพิจารณาเปิดเผยข้อมูลของบริษัท ในกรณีที่เกิดรายการเกี่ยวโยงหรือรายการที่อาจมีความ ขัดแย้งทางผลประโยชน์ให้มีความถูกต้องและครบถ้วน รวมทั้งพิจารณาอนุมัติรายการดังกล่าวเพื่อนำเสนอต่อ ที่ประชุมคณะกรรมการ และ/หรือ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องและเพื่อให้มั่นใจว่ารายการดังกล่าวสมเหตุสมผลและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อบริษัท
    6. จัดทำรายงานกิจกรรมของคณะกรรมการตรวจสอบโดยเปิดเผยไว้ในรายงานประจำปีของบริษัทซึ่งรายงานดังกล่าว จะต้องมีข้อมูลครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด และจะต้องลงนามโดยประธานกรรมการตรวจสอบ ทั้งนี้ รายงาน ดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยข้อมูลดังต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย
      • ความเห็นเกี่ยวกับความถูกต้อง ครบถ้วน เป็นที่เชื่อถือได้ของกระบวนการจัดทำและการเปิดเผยข้อมูล ในรายงานทางการเงินของบริษัท
      • ความเห็นเกี่ยวกับความเพียงพอของระบบการควบคุมภายในของบริษัท
      • ความเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ข้อกำหนดของ ตลาดหลักทรัพย์ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท
      • ความเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของผู้สอบบัญชี
      • ความเห็นเกี่ยวกับรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์
      • จำนวนการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบและการเข้าร่วมประชุมของกรรมการตรวจสอบแต่ละท่าน
      • ความเห็นหรือข้อสังเกตโดยรวมที่คณะกรรมการตรวจสอบได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎบัตร (Charter)
      • รายงานอื่นที่เห็นว่าผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนทั่วไปควรทราบ ภายใต้ขอบเขตหน้าที่และความรับผิดชอบที่ได้ รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัท และ/หรือเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย
    7. คณะกรรมการตรวจสอบมีความรับผิดชอบต่อคณะกรรมการบริษัทตามหน้าที่และความรับผิดชอบที่ได้รับ มอบหมายจากคณะกรรมการบริษัท รวมทั้งมีหน้าที่ในการรายงานกิจกรรมของคณะกรรมการตรวจสอบหรือหน้าที่ อื่นใดที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัทต่อคณะกรรมการของบริษัท ทั้งนี้ คณะกรรมการตรวจสอบ ต้องรายงานต่อคณะกรรมการทันทีในกรณีดังต่อไปนี้
      1. รายการที่มีหรืออาจก่อให้มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์
      2. ข้อสงสัยหรือสันนิษฐานว่าอาจมีการทุจริตหรือมีสิ่งผิดปกติหรือมีความบกพร่องสำคัญในระบบการควบคุม ภายใน
      3. ข้อสงสัยว่าอาจมีการฝ่าฝืนกฎหมายหรือข้อกำหนดใดๆ ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์ และ/หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท
      4. รายงานอื่นใดที่เห็นว่าคณะกรรมการบริษัท ควรทราบ


        หากคณะกรรมการตรวจสอบได้รายงานต่อคณะกรรมการบริษัท ถึงสิ่งที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะ การเงินและผลการดำเนินงานและได้มีการหารือร่วมกันกับคณะกรรมการบริษัท และผู้บริหารแล้วว่าต้องดำเนิน การปรับปรุงแก้ไขเมื่อครบกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ร่วมกันหากคณะกรรมการตรวจสอบพบว่ามีการเพิกเฉยต่อ การดำเนินการแก้ไขดังกล่าวโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรกรรมการตรวจสอบรายใดรายหนึ่ง อาจรายงานสิ่งที่พบ ดังกล่าวต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ/หรือตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทยแล้วแต่กรณีได้

    8. หลังจากคณะกรรมการตรวจสอบได้รับแจ้งจากผู้สอบบัญชีในกรณีที่ผู้สอบบัญชีตรวจพบพฤติการณ์อันควรสงสัย ว่ากรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของบริษัท กระทำความผิดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ หน้าที่และความรับผิดชอบตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มาตรา 281/2 วรรคสอง มาตรา 305 มาตรา 306 มาตรา 308 มาตรา 309 มาตรา 310 มาตรา 311 มาตรา 312 หรือมาตรา 313 ให้คณะกรรมการ ตรวจสอบดำเนินการตรวจสอบและรายงานผลการตรวจสอบในเบื้องต้น ให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ ผู้สอบบัญชีทราบภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากผู้สอบบัญชี
    9. ณะกรรมการตรวจสอบมีอำนาจที่จะขอความเห็นที่เป็นอิสระจากที่ปรึกษาทางวิชาชีพอื่นใดเมื่อเห็นว่าจำเป็นด้วย ค่าใช้จ่ายของบริษัท
    10. คณะกรรมการตรวจสอบมีอำนาจเชิญฝ่ายบริหาร หรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องมาให้ความเห็น เข้าร่วมประชุมหรือให้ ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หรือเรียกขอข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ของบริษัท ประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมในเรื่องต่างๆ ได้
    11. ทบทวนและปรับปรุงกฎบัตรคณะกรรมการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ และเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อ พิจารณาอนุมัติ
    12. ดำเนินการอื่นใดตามที่คณะกรรมการบริษัทมอบหมาย และ/หรือด้วยความเห็นชอบจากคณะกรรมการตรวจสอบ เช่น ทบทวนนโยบายการบริหารทางการเงินและการบริหารความเสี่ยง ทบทวนการปฏิบัติตามจรรยาบรรณทาง ธุรกิจของผู้บริหาร ทบทวนร่วมกับผู้บริหารของบริษัทในรายงานสำคัญ ๆ ที่ต้องเสนอต่อสาธารณชนตามที่กฎหมาย กำหนด ได้แก่ บทรายงานและการวิเคราะห์ของฝ่ายบริหาร เป็นต้น ทั้งนี้ อำนาจของกรรมการตรวจสอบดังกล่าว ข้างต้น จะไม่รวมถึงอำนาจที่ทำให้กรรมการตรวจสอบ หรือผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการตรวจสอบ สามารถ ลงมติให้ความเห็นในรายการที่กรรมการตรวจสอบท่านนั้นหรือผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการตรวจสอบ หรือ บุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง ตามประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์และ/หรือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีส่วนได้ส่วนเสียหรือมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัท และ/หรือ บริษัทย่อย และ/หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องได้
    13. คณะกรรมการตรวจสอบรับผิดชอบต่อคณะกรรมการบริษัท และคณะกรรมการบริษัทยังคงมีความรับผิดชอบ ในการดำเนินงานต่อบุคคลภายนอก
5.2 2. คณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน
  1. การสรรหาคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน

    คณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทนประกอบด้วยกรรมการอย่างน้อย 3 คน โดยมีขอบเขตการดำเนินงาน คือ กำหนดหลักเกณฑ์และนโยบายในการสรรหาคณะกรรมการและกรรมการชุดย่อยของบริษัท พิจารณาสรรหากรรมการและ กรรมการชุดย่อยโดยพิจารณาบุคคลที่เหมาะสมที่จะมาดำรงตำแหน่งกรรมการ เพื่อเสนอคณะกรรมการบริษัทพิจารณาเพื่อ นำเสนอขออนุมัติต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น พิจารณาแนวทางการกำหนดค่าตอบแทนของคณะกรรมการชุดต่างๆ

  2. กฎบัตร หรือหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน
    1. กำหนดหลักเกณฑ์และนโยบายการพิจารณาสรรหากรรมการ กรรมการบริหาร กรรมการชุดย่อยต่างๆ ตามความ เหมาะสม
    2. พิจารณาโครงสร้าง ขนาด และองค์ประกอบของคณะกรรมการบริษัท และคณะกรรมการชุดย่อยให้มีความ เหมาะสมกับกลยุทธ์ของบริษัท และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
    3. พิจารณากำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งกรรมการ โดยคำนึงถึงความหลากหลายทางด้านความรู้ ความเชี่ยวชาญ ทักษะและประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท และการอุทิศเวลา
    4. พิจารณาคุณสมบัติของบุคคลที่จะมาเป็นกรรมการอิสระให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของบริษัท โดยมี คุณสมบัติอย่างน้อยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กำหนด
    5. ดำเนินการสรรหาและเสนอแนะผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กรรมการผู้จัดการใหญ่/ ผู้จัดการใหญ่ ต่อคณะกรรมการบริษัท
    6. พิจารณาคัดเลือกกรรมการบริษัทที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นกรรมการในคณะกรรมการชุดย่อย เพื่อเสนอ คณะกรรมการบริษัท พิจารณาแต่งตั้งตามความเหมาะสม หรือ เมื่อมีตำแหน่งว่างลง
    7. พิจารณาทบทวนแผนการสืบทอดตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมทั้งรายชื่อผู้ที่เหมาะสมที่จะได้รับ การพิจารณาสืบทอดตำแหน่งอย่างสม่ำเสมอและเสนอคณะกรรมการบริษัท พิจารณาแต่งตั้งเมื่อมีตำแหน่ง ว่างลง
    8. พิจารณานโยบายและแนวทางในการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงินสำหรับ คณะกรรมการ คณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ให้สอดคล้องกับผลการดำเนินงานของ บริษัท โดยเปรียบเทียบกับค่าตอบแทนของบริษัทอื่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อนำเสนอต่อคณะ กรรมการบริษัท และ/หรือ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป โดยให้มีอำนาจพิจารณา สรรหากรรมการและกำหนดค่าตอบแทนสำหรับบริษัทย่อยด้วย
    9. พิจารณาสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนผู้บริหารบริษัท ตั้งแต่ระดับกรรมการผู้จัดการขึ้นไป รวมทั้งกำหนด หลักเกณฑ์และนโยบายการสรรหาและแต่งตั้งผู้บริหารของบริษัทดังกล่าว โดยให้มีอำนาจพิจารณาสำหรับ บริษัทย่อยด้วย
    10. พิจารณาเรื่องค่าตอบแทนกรรมการ การปรับขึ้นเงินเดือน ผู้บริหารระดับสูง ประจำปี เงินโบนัสเงินรางวัลต่างๆ โดยให้มีอำนาจพิจารณาสำหรับบริษัทย่อยด้วย
    11. รายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ต่อคณะกรรมการบริษัทให้ทราบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
    12. ในการปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทนอาจขอความเห็นจากที่ปรึกษาอิสระ เมื่อพิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นและเหมาะสม โดยบริษัทเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย
    13. ทบทวนและปรับปรุงกฎบัตรคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ และเสนอต่อ คณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาอนุมัติ
    14. ปฏิบัติงานอื่นใดตามที่คณะกรรมการของบริษัทมอบหมาย
    15. นำเสนอเรื่องดังกล่าวข้างต้นในข้อ 1 - 10 ต่อที่ประชุมคณะกรรมการและ/หรือผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติ ต่อไป

    ทั้งนี้ การมอบอำนาจให้คณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทนดังกล่าวข้างต้น จะไม่รวมถึงการมอบอำนาจ ที่ทำให้คณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน หรือผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการสรรหาและพิจารณา ค่าตอบแทนสามารถอนุมัติรายการที่คณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทนท่านใดท่านหนึ่งหรือผู้รับมอบอำนาจจาก คณะกรรมการสรรหาและพิจารณาค่าตอบแทน หรือบุคคลที่อาจมีความขัดแย้ง (ตามประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ และ/หรือประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน และ/หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) มีส่วน ได้ส่วนเสียหรือมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับบริษัท และ/หรือบริษัทย่อย และ/หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องโดยคณะกรรมการ สรรหาและพิจารณาค่าตอบแทนจะต้องนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการบริษัท และ/หรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาต่อไป

5.2.3 คณะกรรมการบริหาร
  1. การสรรหาคณะกรรมการบริหาร

    คณะกรรมการบริหาร เป็นคณะกรรมการชุดย่อย แต่งตั้งโดยคณะกรรมการบริษัท ประกอบด้วยกรรมการ 6-8 คน โดยคณะกรรมการมอบหมายอำนาจหน้าที่ให้คณะกรรมการบริหารไว้ในกฎบัตรของคณะกรรมการบริหาร

  2. กฎบัตร หรือหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหาร
    1. มีหน้าที่กลั่นกรองแผนกลยุทธ์ แผนธุรกิจประจำปี งบประมาณค่าใช้จ่ายประเภททุน เป้าหมายธุรกิจ แผนงาน โครงการต่างๆ ก่อนที่จะเสนอคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาอนุมัติ
    2. ควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมาย และบริหารธุรกิจของบริษัทให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ วิสัยทัศน์ พันธกิจ กลยุทธ์ และนโยบายของคณะกรรมการบริษัท และเป็นไปตามกฎหมาย เงื่อนไข กฎระเบียบและ ข้อบังคับของบริษัทและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
    3. ดำเนินการเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยทั่วไปของบริษัท พิจารณาอนุมัติ และติดตามการดำเนินการ ในเรื่องต่างๆ ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับคณะกรรมการเจ้าหน้าที่บริหาร เช่น การลงทุนซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมาก การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ การเข้าร่วมทุน การให้กู้ยืมเงินหรือค้ำประกันนอกเหนือจากการทำธุรกิจปกติ ของบริษัท
    4. พิจารณาและให้ความเห็นแก่คณะกรรมการบริษัทเกี่ยวกับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัท
    5. พิจารณาสอบทาน และอนุมัติรายการเกี่ยวกับการลงทุนและการได้มาและจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน ซึ่งอยู่ ภายใต้อำนาจการอนุมัติของฝ่ายจัดการตามประกาศว่าด้วยรายการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ของ บริษัทจดทะเบียน
    6. กำกับดูแลและบริหารเงินลงทุนของบริษัทอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น
    7. พิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อเรื่องที่ต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท ยกเว้น ในกิจกรรมใดๆ ที่คณะกรรมการบริษัทได้มอบหมายให้คณะกรรมการชุดย่อยอื่นเป็นผู้ดำเนินการไว้แล้ว
    8. รายงานผลการปฏิบัติงานที่สำคัญ ให้คณะกรรมการบริษัทรับทราบเป็นประจำ รวมทั้งประเด็นสำคัญต่างๆ ที่คณะกรรมการบริษัทควรได้รับทราบ
    9. ประเมินผลการปฏิบัติงานของตนเองเป็นประจำทุกปี
    10. ในการปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการบริหารอาจขอความเห็นจากที่ปรึกษาอิสระ เมื่อพิจารณาเห็นว่ามีความ จำเป็นและเหมาะสม โดยบริษัทเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย
    11. ทบทวนและปรับปรุงกฎบัตรคณะกรรมการบริหารอย่างสม่ำเสมอ และเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อ พิจารณาอนุมัติ
    12. ปฏิบัติงานอื่นใดที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัท
5.2.4 คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง
  1. การสรรหาคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง

    คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ประกอบด้วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการหรือกรรมการอิสระ กรรมการ ผู้จัดการ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายบัญชีการเงิน และผู้บริหารของบริษัทที่เหมาะสม โดยคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงมีอำนาจหน้าที่ที่ระบุไว้ในกฎบัตร

  2. กฎบัตร หรือหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง
    1. กำหนดนโยบายเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาในเรื่องการบริหารความเสี่ยงโดยรวม ซึ่งต้อง ควบคุมความเสี่ยงประเภทต่างๆ ที่สำคัญ
    2. กำหนดกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับนโยบายการบริหารความเสี่ยงโดยรวม โดยให้การประเมิน ติดตาม และดูแล ปริมาณความเสี่ยงของบริษัทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
    3. ทบทวนความเพียงพอของนโยบาย ระบบการบริหารความเสี่ยง ความมีประสิทธิผลของระบบและการปฏิบัติ ตามนโยบายที่กำหนด ตลอดจนควบคุมและกำกับดูแลในภาพรวมให้บริษัทในกลุ่มธุรกิจ
    4. กำกับดูแล ติดตาม และสอบทานการรายงานการบริหารความเสี่ยงที่สำคัญ พร้อมทั้งให้คำแนะนำ และให้ ความเห็นในผลการประเมินความเสี่ยง มาตรการจัดการความเสี่ยง และแผนจัดการความเสี่ยงที่เหลืออยู่ของ บริษัท เพื่อให้มั่นใจว่ามีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจ ของบริษัท และสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงต่างๆ ให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ สอดคล้องกับนโยบาย การบริหารความเสี่ยง
    5. กำหนดและทบทวนกฎบัตรคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับนโยบายการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้มีประสิทธิผลและมีความเพียงพอ สอดคล้องตามสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
    6. ให้การสนับสนุนเพื่อพัฒนาการบริหารความเสี่ยงและเครื่องมือสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงต่างๆ ในทุก ระดับทั่วทั้งองค์กรอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปรับปรุง และพัฒนา ระบบการบริหารความเสี่ยงภายในองค์กรออย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
    7. รายงานผลการบริหารความเสี่ยงที่สำคัญให้คณะกรรมการบริษัทรับทราบ ในกรณีที่มีปัจจัยหรือเหตุการณ์ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ
    8. สื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล และประสานงานเกี่ยวกับความเสี่ยงและการควบคุมภายในกับคณะกรรมการ ตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
    9. ในการปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงอาจขอความเห็นจากที่ปรึกษาอิสระ เมื่อพิจารณาเห็นว่า มีความจำเป็นและเหมาะสม โดยบริษัทเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย
    10. ทบทวนและปรับปรุงกฎบัตรคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ และเสนอต่อคณะกรรมการ บริษัทเพื่อพิจารณาอนุมัติ
    11. การปฏิบัติงานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัท
5.2.5 คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดี
  1. การสรรหาคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดี

    คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดี ประกอบด้วยกรรมการอย่างน้อย 3 คน ทำหน้าที่ในการกำหนดแนวปฏิบัติ ด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท รวมถึงการดูแลการปฏิบัติงานของกรรมการ และฝ่ายจัดการ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี และมีอำนาจหน้าที่ที่ระบุไว้ในกฎบัตรของคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ด

  2. กฎบัตร หรือหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดี
    1. กำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติในด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดีให้มีประสิทธิภาพ เกิดความโปร่งใส และสามารถ ตรวจสอบได้ ทำให้เกิดความเชื่อมั่นกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท
    2. ติดตามดูแลการปฏิบัติงานของกรรมการและฝ่ายบริหาร ให้เป็นไปตามนโยบายกำกับดูแลกิจการที่ดีอย่างมี จรรยาบรรณ และสอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและ เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหลักสากล
    3. ทำงานร่วมกับฝ่ายสนับสนุนและบริหารที่ทำหน้าที่ดูแลงานกำกับดูแลการปฏิบัติงาน (Compliance) โดยยึดหลัก การกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียนปี 2560 (The Principles of for Listed Companies 2017: Good Corporate Governance) หรือฉบับที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ตามที่กำหนดโดยตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทยมาเป็นแนวปฏิบัติ
    4. พิจารณาทบทวนและปรับปรุงนโยบายการกำกับดูแลกิจการของบริษัทอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล และข้อเสนอแนะของฝ่ายพัฒนาธรรมาภิบาล เพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    5. รายงานต่อคณะกรรมการบริษัท เกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัท พร้อมความเห็น แนวปฏิบัติ และ ข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ไขปรับปรุงตามความเหมาะสม
    6. คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการจะต้องจัดให้มีการประชุมตามความจำเป็นและความเหมาะสม โดยจะต้อง มีการประชุมไม่น้อยกว่า 1 ครั้งต่อปี และรายงานผลการประชุมให้คณะกรรมการบริษัททราบ
    7. จัดทำรายงานสรุปการปฏิบัติหน้าที่ และการกำกับดูแลกิจการของคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการ แสดงไว้ใน รายงานประจำปีของบริษัท
    8. สนับสนุนให้มีการเผยแพร่วัฒนธรรมในการกำกับดูแลกิจการที่ดี ให้เป็นที่เข้าใจของผู้บริหารและพนักงาน ทุกระดับ และให้มีผลในการปฏิบัติทั้งในบริษัทและบริษัทย่อย
    9. สนับสนุนและให้คำปรึกษาแก่บริษัท ในการเข้ารับการประเมินหรือการจัดอันดับด้านการดูแลกิจการ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการของบริษัทอย่างต่อเนื่อง
    10. ในการปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการอาจขอความเห็นจากที่ปรึกษาอิสระ เมื่อพิจารณาเห็นว่า มีความจำเป็นและเหมาะสม โดยบริษัทเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย
    11. ทบทวนและปรับปรุงกฎบัตรคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการอย่างสม่ำเสมอ และเสนอต่อคณะกรรมการบริษัท เพื่อพิจารณาอนุมัติ
    12. ปฏิบัติงานอื่นใดที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัท
5.2.6 ประธานกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

คณะกรรมการบริษัทได้มีการแบ่งแยกบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบระหว่างคณะกรรมกรรและฝ่ายจัดการ ไว้อย่างชัดเจน โดยได้กำหนดอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารไว้ชัดเจน เพื่อให้เป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ของประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารโดยมีรายละเอียด ดังนี้

  1. อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของประธานกรรมการ
    1. กำกับ ติดตาม และดูแลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการชุดย่อย
    2. ดำเนินการเรียกประชุมคณะกรรมการบริษัท หรืออาจมอบหมายให้บุคคลอื่นดำเนินการแทน
    3. เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการบริษัท ในกรณีที่คะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานออกเสียงเพิ่มอีก หนึ่งเสียง เพื่อเป็นเสียงชี้ขาด
    4. เป็นประธานในที่ประชุมผู้ถือหุ้น ควบคุมการประชุมให้เป็นไปตามข้อบังคับของบริษัท ดำเนินการประชุมให้เป็นไป ตามลำดับระเบียบวาระที่กำหนดไว้ในหนังสือเชิญประชุม
    5. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการบริษัทมอบหมาย
  2. อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
    1. บริหารกิจการของบริษัทให้เป็นไปตามนโยบาย วัตถุประสงค์ ข้อบังคับของบริษัท มติที่ประชุมผู้ถือหุ้น มติที่ประชุม คณะกรรมการบริษัท มติที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร ตลอดจนระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง
    2. สั่งการหรือดำเนินการใดๆ เพื่อให้การดำเนินงานตามข้อ 1. สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และหากเป็นเรื่องสำคัญ ให้รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท และ/หรือที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร
    3. พิจารณาและอนุมัติการบรรจุ แต่งตั้ง โอนย้าย ถอดถอน รวมถึงพิจารณาความดีความชอบ มาตรการทางวินัย ตลอดจนค่าตอบแทนและสวัสดิการของพนักงาน ทั้งนี้ การดำเนินการต่างๆ ต้องไม่ขัดแย้งกับอำนาจของ คณะกรรมการบริหาร
    4. ออกระเบียบว่าด้วยการปฏิบัติงานของบริษัท โดยไม่ขัดแย้งกับนโยบาย ข้อบังคับ ระเบียบ และมติใดๆ ของที่ประชุม ผู้ถือหุ้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท และ/หรือที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร
    5. มอบอำนาจ และ/หรือมอบหมายให้บุคคลอื่นปฏิบัติงานเฉพาะอย่างทดแทนได้
    6. สร้างเสริมและพัฒนาให้บริษัทดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณ ปฏิบัติตามกฎหมาย ศีลธรรม และวัฒนธรรมอันดี โดยยึดหลักธรรมาภิบาล
    7. การใช้อำนาจดังกล่าวข้างต้นของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (กรรมการผู้จัดการ)ไม่สามารถกระทำได้ หากประธาน เจ้าหน้าที่บริหารมีส่วนได้เสีย หรือมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ใดๆ กับบริษัท
    8. หากมีความไม่ชัดเจนในการใช้อำนาจดังกล่าวข้างต้นตามที่กำหนดนี้ ให้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการบริษัทพิจารณา
    9. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการบริษัท และ/หรือคณะกรรมการบริหารมอบหมาย
5.3 คณะกรรมการของบริษัทย่อยที่เป็นส่วนสำคัญในการดำเนินธุรกิจ
5.3.1 คณะกรรมการบริหารทรัพย์สิน

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 คณะกรรมการบริหารทรัพย์สินของบริษัท จำนวน 6 ท่าน ดังนี้

ลำดับ. ชื่อ - นามสกุล ตำแหน่ง
1. นายสุขสันต์ ยศะสินธุ์ ประธานกรรมการบริหารทรัพย์สิน
2. นายบุญชัย ประคองขวัญชัย กรรมการบริหารทรัพย์สิน
3. นางสาวสิริพรรณ จันทร์ทิพย์ กรรมการบริหารทรัพย์สิน
4. นางสาวนฤมล โตประภัสร์ กรรมการบริหารทรัพย์สิน
5. นายณฐพล ทิพชัชวาลวงศ์ กรรมการบริหารทรัพย์สิน
6. นายกิตติ ตั้งศรีวงศ์ กรรมการบริหารทรัพย์สิน
  1. กฎบัตร หรือหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริหารทรัพย์สิน
    1. มีหน้าที่ในการประเมินคุณภาพหนี้ที่มีหลักประกันหรือไม่มีหลักประกัน เพื่อเสนอราคาซื้อและนำมาบริหารฯ ที่บริษัทได้ลงทุนไปให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อบริษัท
    2. มีที่อำนาจในการวิเคราะห์และประเมินคุณภาพทรัพย์ที่ตนมีหน้าที่วิเคราะห์และให้มูลค่า วิเคราะห์ 3 ส่วน คือ
      1. ส่วนเอกสารสัญญาและข้อมูลงานคดี
      2. ส่วนลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน
      3. ส่วนหลักประกัน
    3. มีหน้าที่วิเคราะห์แล้วให้คะแนนเพื่อกำหนดราคาซื้อซึ่งมูลค่าที่จะซื้อต้องไม่ควรเกินมูลค่าตลาด (ปัจจุบัน 5%) ของยอดหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน สำหรับหนี้ที่มีหลักประกันให้พิจารณาจาก ทำเลที่ตั้ง สภาพแวดล้อม ลักษณะทาง กายภาพ ข้อจำกัดทางกฎหมาย การคมนาคม และสาธารณูปโภค แล้วให้คะแนน เพื่อกำหนดราคาซื้อ ซึ่งมูลค่า ที่จะซื้อต้องไม่ควรเกิน 70% ของมูลค่าตลาด
    4. มีอำนาจเชิญบุคคลภายใน หรือภายนอกองค์กร ที่มีความเชี่ยวชาญในเฉพาะด้านเข้ามาให้ความเห็นได้
5.4 จริยธรรมและจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ (Code of Conduct)

บริษัทมุ่งมั่นที่จะให้พนักงานของบริษัททุกคน มีความตระหนักรับผิดชอบกับการได้รับความไว้วางใจในการประกอบ ธุรกิจ เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ด้วยความมั่นคง ยั่งยืน เป็นที่เชื่อถือของลูกค้า ผู้ถือหุ้น และประชาชน ทั่วไป จึงได้กำหนดกรอบการประพฤติปฏิบัติจริยธรรมและจรรยาบรรณของพนักงานต่อผู้มีส่วนได้เสีย ดังต่อไปนี้

บริษัท

  1. รักษาชื่อเสียงและเกียรติภูมิของบริษัท
  2. ประพฤติตามกฎระเบียบข้อบังคับและวินัยของบริษัท
  3. มีความซื่อสัตย์สุจริต ทุ่มเท เสียสละ
  4. มีทัศนคติที่ดีและมีความภาคภูมิใจในองค์กร ไม่กล่าวร้ายบริษัทโดยปราศจากความจริง
  5. แจ้งเหตุการณ์ที่อาจมีผลกระทบต่อบริษัท และ/หรือ การปฏิบัติโดยมิชอบหรือผิดกฎหมายต่อหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวของบริษัท เพื่อดำเนินการป้องกันแก้ไข
  6. ใช้ทรัพย์สินของบริษัทให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่สิ้นเปลืองสูญเปล่าตลอดจนไม่ให้เสื่อมเร็วกว่ากำหนด
  7. ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังสามารถ รอบคอบ รวดเร็ว ขยันหมั่นเพียร และถูกต้องสมเหตุสมผล โดยคำนึงถึง ผลประโยชน์ของบริษัทเป็นสำคัญ
  8. ประพฤติตนเป็นคนตรงต่อเวลาและใช้เวลาปฏิบัติงานให้เป็นประโยชน์ต่อบริษัทอย่างเต็มที่ โดยพนักงานต้อง ไม่เป็นพนักงานประจำ หรือพนักงานชั่วคราวของบริษัทอื่นที่ดำเนินธุรกิจคล้ายคลึงกันกับบริษัทหรือบริษัทที่ เป็นคู่แข่ง หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับบริษัท
  9. ละเว้นการนำข้อมูล ข่าวสาร และเทคโนโลยีที่เป็นความลับหรืออาจมีผลกระทบกับบริษัทไปเปิดเผยต่อ บุคคลภายนอก
  10. ไม่ประกอบกิจการหรือลงทุนใดๆ อันเป็นการแข่งขัน หรือเป็นเหตุให้เกิดการขัดผลประโยชน์กับบริษัท
  11. งดออกเสียงหรือลงมติในการประชุม กรณีที่เข้าข่ายอันอาจก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  12. ร่วมกันรักษาความสร้างสรรค์ให้เกิดความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในหมู่พนักงาน ร่วมกัน ทำงานและแก้ไขปัญหาเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพกับบริษัท
  13. เอาใจใส่และดำเนินการทุกอย่างที่รักษาความปลอดภัยสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงาน
  14. ให้ความร่วมมือและปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัท
  15. งดเว้นการทำงานอื่นนอกเหนือจากงานบริษัท หากมีความจำเป็นต้องทำงานอื่น งานนั้นต้องไม่อยู่ในลักษณะ ดังนี้
    • กระทบกระเทือนต่องานในหน้าที่ของตน
    • ฝ่าฝืนกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม
    • ขัดต่อประโยชน์และระเบียบของบริษัท
    • มีผลเสียถึงภาพพจน์และชื่อเสียงของบริษัท
    • นำความลับของบริษัทไปใช้หรือนำไปเปิดเผย

ลูกค้า

  1. ปฏิบัติต่อลูกค้าด้วยความสุภาพ ถูกกฎหมาย ให้บริการอย่างรวดเร็วถูกต้อง และด้วยความเสมอภาค
  2. รักษาความลับ และข้อมูลของลูกค้าอย่างเคร่งครัด
  3. ประพฤติตนให้เป็นที่น่าเชื่อถือของลูกค้า
  4. ละเว้นการรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด ซึ่งมีมูลค่าเกินปกติวิสัยที่วิญญูชนจะให้กันโดยเสน่หาจากลูกค้า หรือผู้ซึ่งอาจได้รับผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติตามนโยบายการให้หรือรับของขวัญและ การเลี้ยงรับรอง
  5. หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์กับลูกค้า

ตนเอง

  1. เป็นผู้มีศีลธรรมอันดี และประพฤติตนให้เหมาะสม ละเว้นอบายมุขและการพนันทุกประเภท
  2. มีสัจจะต่อตนเองและผู้อื่น
  3. พัฒนาความรอบรู้และความสามารถ เพื่อเพิ่มทักษะในการปฏิบัติงานอยู่เสมอ
  4. ใช้วิชาชีพในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวโดยมิชอบ
  5. งดเว้นการใช้ทรัพย์สินอุปกรณ์และปฏิบัติงานของบริษัทอย่างไม่เหมาะสม

ความรับผิดชอบต่อคู่ค้าและเจ้าหนี

การดำเนินธุรกิจกับคู่ค้าใดๆ ต้องไม่นำมาซึ่งความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงของบริษัท หรือขัดต่อกฎหมายใดๆ มีการคำนึงถึงความเสมอภาคในการดำเนินธุรกิจและผลประโยชน์ร่วมกันกับคู่ค้า การคัดเลือกคู่ค้าต้องทำอย่างยุติธรรม ทั้งนี้ บริษัทถือว่าคู่ค้าเป็นปัจจัยสำคัญในการร่วมสร้างมูลค่าให้กับลูกค้า บริษัทยึดมั่นในสัญญาและถือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่มีเจ้าหนี้ เป็นสำคัญ ในการชำระคืนเงินต้น ดอกเบี้ย และการดูแลหลักประกันต่าง ๆ

ผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน

  1. ให้ความร่วมมือ ช่วยเหลือในการทำงานซึ่งกันและกัน
  2. ให้ความเคารพ นับถือผู้บังคับบัญชา
  3. ให้ความใส่ใจดูแลทุกข์สุข และมีเมตตาธรรมต่อผู้ใต้บังคับบัญชา
  4. ให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ในการทำงานให้แก่ผู้ร่วมงาน
  5. หลีกเลี่ยงการรับของขวัญของกำนัลอันมีมูลค่าสูงจากผู้ร่วมงานและผู้ใต้บังคับบัญชา
  6. ไม่นำเรื่องส่วนตัวหรือข้อมูลของผู้ร่วมงานไปวิพากษ์วิจารณ์ในทางเสื่อมเสีย
  7. ปฏิบัติต่อผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานด้วยความสุภาพ มีน้ำใจ และมนุษย์สัมพันธ์อันดี
  8. ละเว้นการนำผลงานของผู้อื่น มาเป็นผลงานของตน
  9. มีทัศนคติที่ดี ไม่กล่าวร้ายต่อผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน โดยปราศจากความจริงและไม่เป็นธรรม

การดูแลเรื่องการใช้ข้อมูลภายใน

บริษัทมีนโยบายและวิธีการดูแลกรรมการและผู้บริหารในการนำข้อมูลภายในของบริษัทและบริษัทย่อย ซึ่งยังไม่เปิด เผยต่อสาธารณชนไปใช้เพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ดังนี้

  1. ให้ความรู้แก่กรรมการและผู้บริหาร เกี่ยวกับหน้าที่ในการรายงานการถือครองหลักทรัพย์ของตน คู่สมรส และ บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ รวมทั้งการรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของตนคู่สมรส และบุตรที่ยัง ไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อสำนักงาน ก.ล.ต.
  2. ให้กรรมการและผู้บริหารของบริษัทและบริษัทย่อย รวมถึงคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จัดทำและ เปิดเผยรายงานการถือครองหลักทรัพย์และรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ของบริษัท ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. และจัดส่งสำเนารายงานนี้ให้แก่บริษัท ในวันเดียวกับวันที่ส่งรายงานต่อสำนักงาน ก.ล.ต.
  3. กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างของบริษัทและบริษัทย่อย ที่ได้รับทราบข้อมูลภายในที่เป็นสาระ สำคัญซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงราคาหลักทรัพย์ต้องงดการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท ในช่วง 1 เดือน ก่อนที่งบการเงินหรือข้อมูลภายในนั้นจะเปิดเผยต่อสาธารณชน และในช่วงระยะเวลา 24 ชั่วโมงภายหลังจาก ที่ข้อมูลภายในได้เปิดเผยต่อสาธารณชนแล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลภายในต้องไม่เปิดเผยข้อมูลนั้นให้ ผู้อื่นทราบจนกว่าจะได้มีการแจ้งข้อมูลนั้นให้แก่ตลาดหลักทรัพย์ฯ
  4. ห้ามมิให้กรรมการ ผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างของบริษัทและบริษัทย่อย ใช้ข้อมูลภายในของบริษัทและ บริษัทย่อยที่มีหรืออาจมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงราคาของหลักทรัพย์ของบริษัท ซึ่งยังมิได้เปิดเผยต่อ สาธารณชน ซึ่งตนได้ล่วงรู้มาในตำแหน่งหรือฐานะเช่นนั้น มาใช้เพื่อการซื้อหรือขายหลักทรัพย์หรือเสนอซื้อ หรือเสนอขาย หรือชักชวนให้บุคคลอื่นซื้อหรือขาย หรือเสนอซื้อ หรือเสนอขายซึ่งหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่น (ถ้ามี) ของบริษัท ไม่ว่าทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บริษัทไม่ว่าทั้งทางตรงหรือ ทางอ้อม และไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำเพื่อประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่น หรือนำข้อเท็จจริงเช่นนั้นออก เปิดเผยเพื่อให้ผู้อื่นกระทำดังกล่าว โดยตนได้รับผลประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ก็ตาม